วันอังคารที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
Super Soap
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า......................................................................................................................................
วันจันทร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
นิทานเรื่อง ป๋าเหมียวจู้จ่าง (拔苗助长)
เรื่อง ป๋าเหมียวจู้จ่าง (拔苗助长)
:ดึงต้นกล้าให้โต

拔 อ่านว่า ป๋า แปลว่า ดึง
苗 อ่านว่า เหมียว แปลว่า หน่อ ต้นกล้า
助 อ่านว่า จู้ แปลว่า ช่วย
长 อ่านว่า จ่าง แปลว่า เติบโต
กาลครั้งหนึ่งเมื่อย่างเข้าฤดูหว่านไถ มีชาวนารัฐซ่ง ผู้หนึ่งที่มีนิสัยใจร้อน ภายหลังหว่านกล้าลงนาเรียบร้อย เขาก็เฝ้ารอคอยโดยหวังว่าจะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เร็วๆ
ดังนั้น ทุกๆวันเขาจะไปนั่งที่ทุ่งนา และเฝ้าคิดว่าเหตุใดต้นกล้าเหล่านี้จึงเติบโตช้าเหลือเกิน จนอดรนทนไม่ไหว เขาจึงพยายามขบคิดหาวิธีการที่จะทำให้ต้นกล้าโตเร็วกว่าเดิม
สุดท้ายจึงคิด "วิธีที่ดีที่สุด" ออกมาได้ นั่นคือ ใช้มือดึงให้ต้นกล้าโผล่พ้นดินขึ้นมามากขึ้น ซึ่งเมื่อมองดูจะคล้ายต้นกล้าเติบโตและสูงขึ้นกว่าที่เป็น
หลังจากปฏิบัติการตามวิธีที่คิดได้มาทั้งวันจนเสร็จสิ้น เขาพอใจผลงานของตนเองเป็นอันมาก จึงเดินทางกลับไปพักผ่อนที่บ้าน และเมื่อถึงบ้าน เขาจึงเล่าให้คนในครอบครัวฟังว่า "วันนี้ข้าทำงานเหนื่อยเหลือเกิน แต่ก็คุ้มค่าเพราะช่วยทำให้ต้นข้าวโตเร็วขึ้นมาอีกหลายข้อเลย"
เมื่อบุตรชายของเขาได้ฟัง ก็รีบวิ่งไปที่ทุ่งนา เพื่อดูผลงานของผู้เป็นบิดา แต่ทว่า...สิ่งที่พบคือ ต้นกล้านั้นได้เหี่ยวเฉาตายเต็มท้องทุ่งนา
ภายหลัง "ป๋าเหมียวจู้จ่าง หรือ ดึงต้นกล้าให้โต" ใช้เปรียบเทียบกับการพยายามฝืนกฏเกณฑ์ธรรมชาติ หรือการรีบร้อนเร่งให้งานใดๆสำเร็จโดยใช้วิธีที่ผิด จนก่อให้เกิดผลเสียหายตามมา
:ดึงต้นกล้าให้โต

拔 อ่านว่า ป๋า แปลว่า ดึง
苗 อ่านว่า เหมียว แปลว่า หน่อ ต้นกล้า
助 อ่านว่า จู้ แปลว่า ช่วย
长 อ่านว่า จ่าง แปลว่า เติบโต
กาลครั้งหนึ่งเมื่อย่างเข้าฤดูหว่านไถ มีชาวนารัฐซ่ง ผู้หนึ่งที่มีนิสัยใจร้อน ภายหลังหว่านกล้าลงนาเรียบร้อย เขาก็เฝ้ารอคอยโดยหวังว่าจะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เร็วๆ
ดังนั้น ทุกๆวันเขาจะไปนั่งที่ทุ่งนา และเฝ้าคิดว่าเหตุใดต้นกล้าเหล่านี้จึงเติบโตช้าเหลือเกิน จนอดรนทนไม่ไหว เขาจึงพยายามขบคิดหาวิธีการที่จะทำให้ต้นกล้าโตเร็วกว่าเดิม
สุดท้ายจึงคิด "วิธีที่ดีที่สุด" ออกมาได้ นั่นคือ ใช้มือดึงให้ต้นกล้าโผล่พ้นดินขึ้นมามากขึ้น ซึ่งเมื่อมองดูจะคล้ายต้นกล้าเติบโตและสูงขึ้นกว่าที่เป็น
หลังจากปฏิบัติการตามวิธีที่คิดได้มาทั้งวันจนเสร็จสิ้น เขาพอใจผลงานของตนเองเป็นอันมาก จึงเดินทางกลับไปพักผ่อนที่บ้าน และเมื่อถึงบ้าน เขาจึงเล่าให้คนในครอบครัวฟังว่า "วันนี้ข้าทำงานเหนื่อยเหลือเกิน แต่ก็คุ้มค่าเพราะช่วยทำให้ต้นข้าวโตเร็วขึ้นมาอีกหลายข้อเลย"
เมื่อบุตรชายของเขาได้ฟัง ก็รีบวิ่งไปที่ทุ่งนา เพื่อดูผลงานของผู้เป็นบิดา แต่ทว่า...สิ่งที่พบคือ ต้นกล้านั้นได้เหี่ยวเฉาตายเต็มท้องทุ่งนา
ภายหลัง "ป๋าเหมียวจู้จ่าง หรือ ดึงต้นกล้าให้โต" ใช้เปรียบเทียบกับการพยายามฝืนกฏเกณฑ์ธรรมชาติ หรือการรีบร้อนเร่งให้งานใดๆสำเร็จโดยใช้วิธีที่ผิด จนก่อให้เกิดผลเสียหายตามมา
นิทานเรื่อง ไป่ฟาไป่จง (百发百中):ยิงหนึ่งร้อยครั้ง ตรงเป้าหนึ่งร้อยครั้ง

百 อ่านว่า ไป่ แปลว่า 100
发 อ่านว่า ฟา แปลว่า ส่งออกไป (ในที่นี้หมายถึง ยิง)
中 อ่านว่า จง แปลว่า ตรงพอดี ถูกพอดี
หยั่งโหยวจี เป็นแม่ทัพที่โดงดังแห่งรัฐฉู่ ถูกลูกธนูของแม่ทัพเว่ยฉี่แห่งรัฐจิ้นยิงทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บที่ดวงตา เกิดควาวมเคียดแค้นเป็นอันมาก จึงได้มอบลูกธนูให้หยั่งโหยวจี สองดอก เพื่อนำไปใช้แก้แค้นให้ตนเอง ผลที่สุดหยั่งโหยวจี ใช้ลูกธนูไปเพียงดอกเดียวก็สามารถสังหารแม่ทัพเว่ยฉีได้ และคืนลูกธนูที่เหลืออีก หนึ่งดอกให้กับอ๋องรัฐฉู่
ทั้งนี้ ในรัชสมัยของอ๋องฉู่กง ยังมีนักแม่นธนูอีกผู้หนึ่ง นามว่า พานตั่ง ซึ่งสามารถยิงลูกธนูไป่ใจกลางเป้าธนูมิเคยพลาด หยั่งโหยวจีกล่าวกับพานตั่งว่า "ฝีมือเช่นนี้ยังไม่นับเป็นอะไรได้ หากพอจะนับได้ว่ามีฝีมือ ท่านต้องอยู่ในระยะไกลกว่า หนึ่งร้อยก้าวแล้วสามาถยิงธนูทะลุใบหลิวอย่างแม่นยำไม่ผิดพลาด"
พานตั่งไม่เชื่อว่าจะมีผู้ทำได้ จึงได้จัดการทดสอบขึ้น โดยเขียนตัวเลข 1, 2, 3 กำกับไว้ที่ใบหลิว สามใบ แล้วให้หยั่งโหยวจียิงธนู ผลปรากฏว่าหยั่งโหยวจี ใช้ธนูหมายเลข 2 ดอกที่ 3 ยิงทะลุใบหลิวหมายเลข 1 ดอกที่ 2 ยิงทะลุใบหลิวหมายเลข 2 ดอกที่ 3 ยิงทะลุใบหลิวหมายเลข 3 อย่างแม่นยำ ดังนั้นผู้คนนจึงใช้คำว่า "ไป่ฟาไป่จง" หรือการยิงออกไป หนึ่งร้อยครั้งก็ถูกเป้าหมายทุกครั้งไม่ผิดพลาด เพื่อยกย่องความสามารถของหยั่งโหยวจี
"ไป่ฟาไป่จง" หรือยิง หนึ่งร้อยครั้ง ตรงเป้า หนึ่งครั้ง ปัจจุบันหมายถึงการยิงปืนที่แม่นยำไม่พลาดเป้า ทั้งยังใช้เปรียบเทียบกับการทำกิจกรรมใดๆ ด้วยความมั่นใจ และมีการเตรียมการอย่างดี จึงไม่เคยผิดพลาดหรือล้มเหลว
วันอาทิตย์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
นิทานเรื่อง เสือสองตัว

พรานป่า สองคน ชวนกันเข้าไปในป่าลึก บ่ายวันนั้นได้พบกับเสือโคร่ง สองตัว กำลังกระโจนเข้าต่อสู้กันอย่างเอาเป็นเอาตาย
พรานป่าคนหนึ่งกล่าวว่า
"เราช่างโชคดีอะไรเช่นนี้ เสือที่ดุร้าย สองตัวกำลังเข้าต่อสู้กัน เช่นนี้แหล่ะแม้สัตว์ที่ดุร้ายก็ไม่ทันระวัง ตัวเรายิงธนูใส่มันทั้งสองกันเถอะ"
แต่พรานป่าอีกคนหนึ่งกลับแย้งว่า
"ช้าก่อน ถ้าเรายิงเกาทันฑ์เข้าใส่เสือทั้งสองตัวนี้ เราก็ต้องใช้ลูกศร สองลูก แต่ถ้าเราเฝ้ารอจนการต่อสู้สิ้นสุด เราจะได้ประโยชน์กว่าอย่างแน่นอน"
หลังจากนั้นพรานป่าจึงสุ่มรอยู่ในต้นไม้อย่างใจเย็น จนกระทั่งเสือโคร่งตัวหนึ่งเป็นฝ่ายแพ้ ถูกกัดและถูกตะปบจนตาย ในขณะที่ตัวที่ชนะนั้นก็ได้รับบาดเจ็บไม่น้อย
ถึงตอนนั้นพรานป่าจึงใช้ลูกศรดอกเดียวยิงเข้าใส่เสือตัวที่เหลือ ในที่สุดพรานทั้งสองจึงได้เสือ สองตัวโดยเสียลูกธนูไปเพียงลูกเดียวเท่านั้น
นิทานเรื่อง ยิ่งเรียบง่ายยิ่งมีคุณค่า

บัณฑิตผู้หนึ่งเดินทางเข้าสู่เมืองตันฟู ระหว่างทางได้เข้าพักแรมในโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง
บัณฑิตหนุ่มสังเกตเห็นว่าเจ้าของโรงเตี๊ยมนั้นปฏิบัติต่อภรรยาทั้งสองแตกต่างกัน
ภรรยาคนหนึ่งมีรูปโฉมงดงามเป็นพิเศษ แต่เจ้าของโรงเตี๊ยมกลับให้ความใส่ใจเพียงเล็กน้อย ในขณะที่ภรรยาอีกคนหนึ่งซึ่งมีรูปโฉมเรียบๆ ไม่งดงามโดดเด่นเท่าใดนัก กลับได้รับการยกย่องให้เกียรติจากเจ้าของโรงเตี๊ยมเป็นอันมาก
วันหนึ่ง มีโอกาสบัณฑิตหนุ่มจึงถามเจ้าของโรงเตี๊ยมตรงๆ ผู้เป็นเจ้าของโรงเตี๊ยมยิ้มแย้มแล้วตอบว่า
"ฮูหยินคนหนึ่งของข้านั้นเก่งในงานบ้านงานเรือนเป็นพิเศษ ต้องให้เกียรติเป็นพิเศษ นางไม่ใช่สตรีที่มีรูปโฉมงดงาม ข้าจึงไม่จำเป็นจะต้องสนใจในรูปโฉมของนาง ส่วนฮูหยินอีกคนหนึ่งนั้นมีรูปโฉมงดงามสะดุดตา นางเองก็หลวงใหลและเอาใจใส่ในรูปโฉมของตนเองอยู่เสมอแล้ว ข้าก็ไม่จำเป็นจะต้องไปยกย่องในความงดงามของนาอีก"
นิทาน เรื่อง คนเขลามักคิดว่าตนชาญฉลาด

ชายโง่เขลาคนหนึ่งไม่ชอบทำมาหากินเลี้ยงชีพตนเอง วันหนึ่งเขาขโมยเงินของพ่อค้ามาได้ 300 ตำลึง จึงได้นำไปฝังไว้ใต้กำแพงบ้าน ด้วยความกลัวว่าจะถูกขโมยต่อไปอีกจึงเขียนป้ายปักไว้ริมกำแำพงว่า ที่ตรงนี้ไม่มีเงิน 300 ตำลึงฝังไว้
แต่ชายผู้โง่เขลาหารู้ไม่ว่าการกระทำทั้งหมดของตนนั้น อยู่ในสายตาของเพื่อนบ้านที่คอยรอบมองอยู่ เพื่อนบ้านคนนี้ก็เป็นคนโง่เขลาเช่นกัน
กลางดึกคืนนั้นเขาได้ย่องเข้าไปลัีกลอบขุดเอาเงินไปจนหมด จากนั้นก็เขียนป้ายขึ้นใหม่แล้วปักเอาไว้ที่เดิมด้วยความภาคภูมิในว่าตนเองเป็นขโมยที่แยบยลที่สุดแล้ว
ป้ายนั้นเขียนว่า เงินที่ฝังอยู่ตรงนี้ คนอื่นขโมยไป ไม่ใช่เพื่อนบ้านของเจ้า
นิทานจีน สอนลูก


ชาวจีนนั้น ได้รับการยกย่องมาช้านานแล้วในเรื่องของความลึกล้ำคมคายในแนวความคิดต่อการดำรงชีวิต นิทานของจีนนั้นส่วนใหญ่จะแฝงไว้ด้วยคติสอนใจที่จะปลูกฝังในด้านคุณธรรมและจริยธรรมได้เป็นอย่างดี โดยปกติเรามักจะเลือกนิทานเรื่องสัตว์ต่างๆ มาเล่าให้เด็กฟัง เพื่อเสริมสร้างจินตนาการ และให้เด็กได้รับความเพลิดเลินสนุกสนาน แต่ที่จริงแล้ว นิทานอย่างจีนก็นำไปเล่าให้ลูกหลานหรือให้เด็กฟังได้เช่นกัน นิทานจีนมิได้เป็นเรื่องแฝงปรัชญาที่เข้าใจยาก หากแต่มีการแฝงข้อคิดผ่านอารมณ์ขันอันคมคาย ด้วยวิธีการเสียดสี หรือเปรียบเปรยอย่างขาญฉลาด นิทานจีนจึงเป็นอีกบันเทิงคดีหนึ่งซึ่งจะช่วยสอนลูกหลานให้มีคุณธรรมและเป็นคนดีของสังคมในภายภาคหน้าต่อไป
มิตร เมธี
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)