วันจันทร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2553
วันศุกร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2553
ดูตัวเองก่อน

กษัตริย์ของแคว้นฉิน ได้สั่งองครักษ์คนสนิทให้ไปตระเตรียมการเรียกประชุมแม่ทัพ นายกองทั้งหลายในวันรุ่งขึ้น ด้วยประสงค์จะจัดกองทัพบุกโจมตีแคว้นเจียว ซึ่งเป็นเคว้นเล็กๆแห่งหนึ่ง
เมื่อผู้เป็นรัชทายาทได้ยินเช่นนั้นจึงหัวเราะขึ้น กษัตริย์แคว้านฉินจึงถามโอรสว่า
"ไฉนเจ้าจึงหัวเราะเช่นนั้น"
รัชทายาททูลบิดาว่า
"เมื่อได้ยินท่านพ่อเรียกประชุมแม่ทัพนายกองเช่นนั้น ข้าบังเอิญนึกถึงคนที่ข้าเคยเห็น พ่อค้าคนหนึ่งพบสตรีรูปโฉมงดงามอยู่ที่หน้าบ้าน จึงออกไปเกี้ยวพาราสี แต่ครั้นเมื่อหันกลับไปดูที่หลังบ้าน ก็เห็นมีผู้ชายอื่นมาเกี้ยวพาราสีภรรยาของตนถึงในครัวเลยทีเดียว"
เมื่อได้ฟังเรื่องเล่าของโอรสที่แฝงความนัยเป็นเชิงเตือนเช่นนั้น กษัตรย์แห่งแคว้นฉินก็พลันสำนึกได้ว่า ตอนเหนือของเคว้นก็ยังอ่อนแอ อยู่ในข่ายอันตราย ด้วยถูกแคว้นอื่นมุ่งหมายจะบุกเข้าตีในขณะนั้นเช่นกัน
ยิ่งไม่ถามยิ่งโง่เขลา

มี่ชายคนหนึ่งเป็นลูกของเศรษฐี ตอนเด็กๆ มักเกเรไม่ชอบร่ำเรียนเขียนอ่าน ครั้งโตขึ้นก็อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ แต่เขาก็ไม่เดือดร้อนอะไร เพราะว่ามีเงินใช้จ่ายอย่างสุขสบายอยู่แล้ว
ครั้นเมื่อบิดาตายไป ชายผู้นี้ก็ได้ผลาญเงินหมดไปกับการเที่ยวดื่มสุรา เคล้านารี และเข้าบ่อนพนันไปวันๆ
เพื่อนสหายของเขาก็มีแต่ผู้ที่มาดื่มกินสรวลเสเฮฮาด้วย ไม่ได้มีใครนับถือเขาสักเท่าใดนัก
วันหนึ่งชายผู้นี้ได้รับเชิญบรรดาผู้มีความรู้มากินอาหารที่บ้านของตน ด้วยหวังที่จะต้องการผูกมิตรกับเหล่าคนที่เป็นชนชั้นปัญญาชนบ้าง เพื่อประดับบารมีของตน
ขณะนั้นได้มีเด็กรับใช้นำจดหมายเข้ามายื่นให้พร้อมกับกล่าวว่า
"ชาวไร่ที่อยู่หลังที่ดินของท่านขอความช่วยเหลือมาขอรับ"
เศรษฐีหนุ่มผู้นี้พยักหน้าและเปิดซองหยิบจดหมายออกมาอ่านในจดหมายนั้นเขียนว่า ขอความกรุณาขอยืมวัวสัก สองตัว ไปไถนาเนื่องจากวัวของเขาป่วย
เศรษฐีหนุ่มอ่านหนังสือไม่ออกแต่ทำวางท่าว่าอ่านหนังสือได้ เมื่ออ่านจบแล้วเขาก็วางหนังสือนั้นลงบนโต๊ะ แล้วหันไปกล่าวกับเด็กรับใช้ว่า
"ข้ายินดีช่วยเขา บอกเขาว่าพรุ่งนี้ข้าจะไปทำด้วยตัวเองเลยทีเดียว"
เมื่อให้คนกลางตัดสิน

พี่น้อง สองคน เห็นลูกเกาลัด หล่นอยู่ที่พื้น ต่างคนต่างแย่งกันเป็นเจ้าของ
สองพี่น้องเริ่มโต้เถียง และเข้าต่อสู้ปลุกปล้ำกันพัลวัน
ระหว่างนั้นมีเด็กอีกคนหนึ่งซึ่งตัวโตกว่าเดินผ่านมาเห็นเข้า จึงเข้าห้ามปรามและถามว่า
"เจ้า สองคนทะเลาะกันด้วยเหตุใด"
คนพี่ชิงตอบก่อนว่า
"ข้าเห็นลูกเกาลัดเม็ดนี้ก่อน ข้าย่อมมีสิทธิ์เป็นเจ้าของ
คนน้องก็เถียงว่า
"ข้าเห็นก่อนต่างหากเล่า"
เด็กชายที่โตกว่าจึงกล่าวขึ้นว่า
"มาเถิด ข้าจะเป็นผู้ตัดสินให้เอง"
ว่าแล้วเด็กชายคนที่ สาม ก็หยิบลูกเกาลัดมาผ่าครึ่ง จากนั้นแกะเอาเนื้อในใส่กระเป๋าตน แล้วส่งเปลือกอย่างละครึ่งลูกให้กับเด็กสองพี่น้อง พลางกล่าวว่า
"ในเมื่อเจ้าทั้งสองคนเห็นลูกเกาลัดก่อนก็เอาแต่เปลือกไปก็แล้วกัน ส่วนเนื้อเกาลัดข้างในนั้นควรเป็นของข้า เพราะข้าเห็นก่อนเจ้า"
ปั้นถูเอ๋อร์เฟ่ย(半途而废): เลิกล้มกลางคัน
半 (bàn) อ่านว่า ปั้น แปลว่า ครึ่ง途 (tú) อ่านว่า ถู แปลว่า หนทาง
而 (ér) อ่านว่า เอ๋อร์ เป็นคำเชื่อม
废 (fèi) อ่านว่า เฟ่ย แปลว่า ล้มเลิก
ในสมัยฮั่นตะวันออก ที่มณฑลเหอหนานปรากฏสตรีนางหนึ่งที่มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดลึกล้ำ ผู้คนทั่วไปไม่ทราบว่านางชื่อแซ่ใด เพียงทราบว่านางเป็นภรรยาของชายผู้มีนามว่า "เยว่หยางจื่อ"
วันหนึ่ง ขณะที่เยว่หยางจื่อเดินอยู่บนถนน บังเอิญพบทองคำตกอยู่ จึงรีบเก็บกลับมามอบให้ภรรยาที่บ้าน ทว่าผู้ภรรยาเมื่อทราบเรื่องก็กล่าวกับเขาว่า
“ข้าเคยได้ยินมาว่าผู้ยิ่งใหญ่เปี่ยมอุดมการณ์ไม่ดื่มน้ำจากน้ำพุเต้า(ดูคำอธิบายที่หมายเหตุด้านล่าง) เนื่องจากชื่อนั้นทำให้ผู้คนชิงชังรังเกียจ และยอมอดตายดีกว่ารับเศษอาหารที่ผู้อื่นชักชวนให้ทาน ยิ่งไปกว่านั้นจะไม่เก็บของที่ผู้อื่นทำตกหล่นสูญหายอย่างเด็ดขาดเพราะเป็นสิ่งที่ผิดศีลธรรม”
เมื่อเยว่หยางจื่อได้ฟังคำตักเตือนของภรรยาก็รู้สึกละอายใจยิ่งนัก จึงนำทองที่เก็บมาได้ไปโยนทิ้งเข้าป่า แล้วจึงตัดสินใจออกเดินทางไปเสาะหาอาจารย์เพื่อประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้
หนึ่งปีผ่านไป เยว่หยางจื่อเดินทางกลับบ้าน ภรรยาจึงคุกเข่า(ตามธรรมเนียมจีน) และเอ่ยถามว่าเหตุใดจึงกลับมา ผู้สามีจึงตอบว่า “จากบ้านไปนานย่อมเกิดความคิดถึง มิได้มีเหตุผลอื่นใด”
ผู้ภรรยาได้ฟัง จึงลุกขึ้นฉวยมีดด้ามหนึ่งเดินไปยังกี่ทอผ้า พลางกล่าวว่า
“กี่ตัวนี้เมื่อใช้ทอผ้า จำต้องทอจากเส้นไหมทีละเส้น ทีละเส้น กว่าจะได้สัก 1 ชุ่น(ราว 1 นิ้ว) จากนั้นแต่ละชุ่น แต่ละชุ่นมารวมกัน จึงจะได้สัก 1 จ้าง(ราว 10 ฟุต) จนกระทั่งสุดท้ายค่อยกลายมาเป็นผ้าหนึ่งผืน ดังนั้นหากวันนี้ข้าตัดเส้นไหมเพียงเส้นเดียวนี้ ย่อมทำให้สิ่งที่ลงมือทำไปก่อนหน้านี้ทั้งหมดเสียเปล่า”
“กี่ตัวนี้เมื่อใช้ทอผ้า จำต้องทอจากเส้นไหมทีละเส้น ทีละเส้น กว่าจะได้สัก 1 ชุ่น(ราว 1 นิ้ว) จากนั้นแต่ละชุ่น แต่ละชุ่นมารวมกัน จึงจะได้สัก 1 จ้าง(ราว 10 ฟุต) จนกระทั่งสุดท้ายค่อยกลายมาเป็นผ้าหนึ่งผืน ดังนั้นหากวันนี้ข้าตัดเส้นไหมเพียงเส้นเดียวนี้ ย่อมทำให้สิ่งที่ลงมือทำไปก่อนหน้านี้ทั้งหมดเสียเปล่า”
ภรรยากล่าวต่อไปว่า
“การศึกษาก็เป็นเช่นเดียวกัน เมื่อท่านเก็บเกี่ยววิชาความรู้ ในทุกๆ วันก็ย่อมได้รับวิชาความรู้ใหม่ๆ เพิ่มพูนขึ้น ซึ่งความรู้เหล่านั้นจะเป็นส่วนเติมเต็มให้ท่านเป็นวิญญูชนที่สมบูรณ์แบบ หากท่านล้มเลิกกลางคันย่อมไม่ต่างอันใดกับการตัดเส้นไหมที่ยังทอผ้าไม่สำเร็จ”
เมื่อเยว่หยางจื่อได้ฟังคำเตือนสติของผู้เป็นภรรยาก็รู้สึกซาบซึ้งใจเป็นอันมาก จึงรีบเดินทางกลับไปเพื่อร่ำเรียนวิชาความรู้ต่อให้สำเร็จ โดยไม่ได้กลับบ้านเป็นเวลา 7 ปีติดต่อกัน
ปัจจุบัน ปั้นถูเอ๋อร์เฟ่ย หรือ เมื่อไปถึงครึ่งทางก็หยุดไม่ยอมก้าวต่อไป ล้มเลิกกลางคัน ใช้เปรียบเทียบกับการทำอะไรครึ่งๆ กลางๆ ไม่พยายามให้ถึงที่สุด
(หมายเหตุ "น้ำพุเต้า" คือน้ำพุแห่งหนึ่งที่มีชื่อในภาษาจีนเป็นคำพ้องเสียงกับคำว่า “เต้า(盗)” ซึ่งแปลว่าลักขโมย)
บิดากับบุตร
สามีภรรยาคู่หนึ่งอาศัยอยู่ในเมืองหยงโซว ผู้เป็นสามีนั้นมีอาชีพเป็นครู ส่วนผู้เป็นภรรยามีอาชีพรับปักผ้า ทั้งสองมีบุตรชายอายุ ห้าขวบ เพียงคนเดียว
วันหนึ่งครูหนุ่มจะออไปทำธุระในเมือง แต่ลูกชายร้องไห้จะติดตามไปด้วย
"ท่านพ่อขอรับ ท่านพ่อ ขอให้ลูกไปด้วยลูกอยากไปเที่ยวในเมือง"
ผู้เป็นบิดาจึงตอบว่า " พ่อจะไปพบกับเจ้าหน้าที่ของบ้านเมือง ลูกไปด้วยไม่ได้หรอก เอาไว้คราวหน้าก็แล้วกันนะ"
ไม่ว่าจะอธิบายอย่างไรลูกน้อยก็ยังร้องไห้งอแง ผู้เป็นบิดาจึงเอ่ยขึ้นว่า
"เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ถ้าลูกเป็นเด็กดีของพ่อ อยู่ที่บ้าน เย็นนี้กลับมาพ่อจะเชือดไก่และทำไก่อบให้ลูกกินเป็นอกาหารเย็นนี้ดีไหม"
เด็กน้อยได้ยินเช่นนั้นยก็ยอมเลิกรบเร้าบิดา
ครั้นพอเย็นลงครูหนุ่มกลับมาบ้านก็เห็นภรรยากำลังเชือดไก่ เตรียใจทำอาหารเย็น เขาจึงร้องถามขึ้นว่า
"นั่น เจ้าคิดจะเชือดไก่จริงๆ หรือ เมื่อเช้านะ ข้าเพียงแต่พูดหลอกลูกเท่านั้นเอง"
ผู้เป็นภรรยาจึงหันมากล่าวกับสามีว่า
"ท่านพี่ ท่านเป็นถึงครูบาอาจารย์และเป็นบิดาของลูก ถ้าท่านพูดในสิ่งที่ไม่เคยทำได้เลย ลูกย่อมจะเรียนรู้สิ่งเหล่านี้จากท่าน"
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)